จากเด็กส่งหนังสือพิมพ์สู่ผู้บริหาร · ตอนที่ 1
🚪ประตูบานสุดท้าย
อาจจะไม่ใช่ประตูที่สวยและใจดีที่สุด
ถ้ามีคนมาบอกผมว่าวันหนึ่งภาษาญี่ปุ่นจะพาผมไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น พาไปใช้ชีวิตในอเมริกา และเปิดโอกาสให้ได้ทำงานในหลายประเทศ
ผมในวันนั้นคงหัวเราะ และคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกที่ร้ายกาจที่สุด
เพราะในวันแรกของการเริ่มต้น ผมมองไม่เห็นแม้แต่เงาของโอกาสเหล่านั้น
เรื่องทั้งหมดของผมไม่ได้เริ่มต้นจากความพร้อม ไม่มีเรซูเม่สวยหรู และไม่มีพรมแดงที่ใครปูรอไว้
มันเริ่มจากช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่า ชีวิตกำลังยืนหันหน้าเข้าหากำแพงทึบ
ปี 2001 หลังรับปริญญา ผมเริ่มต้นชีวิตมนุษย์เงินเดือนด้วยตัวเลขประมาณหกพันกว่าบาท
ชีวิตตอนนั้นไม่ได้เลวร้ายอะไร มีงานให้ทำ มีเงินเดือนให้ใช้ มีทางเดินตามแบบที่คนทั่วไปเขาเดินกัน
แต่พอมองไปข้างหน้า ผมกลับรู้สึกว่าทางเดินนั้นมันแคบเหลือเกิน
ผมไม่ได้อยากประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
ผมแค่อยากมีโอกาสได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น ได้พิสูจน์ว่าชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่งจะไปได้ไกลกว่าจุดที่ยืนอยู่แค่ไหน
แต่ในโลกความเป็นจริง ประตูหลายบานถูกปิดไว้ตั้งแต่แรก
สิ่งที่ปิดประตูของผมไว้ คือกระดาษทรานสคริปต์ที่มีตัวเลข 2.8
ทุกครั้งที่ผมหยิบใบประกาศรับสมัครทุนเรียนต่อต่างประเทศขึ้นมาดู บรรทัดแรก ๆ มักจะขีดเส้นใต้ไว้ชัดเจน
“ผู้สมัครต้องมีเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.00 หรือ 3.50”
ผมไม่ได้สอบไม่ผ่าน
ไม่ได้แข่งขันแพ้ใคร
แต่ผมถูกตัดสินให้แพ้ ตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเท้าลงสนาม
วันหนึ่ง ขณะนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์จอตู้หนา ๆ ผมเจอประกาศรับสมัครทุนหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต
ชื่อของมันคือ ทุนหนังสือพิมพ์โยมิอุริ
มันคือทุนให้ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 ปี
แต่พออ่านรายละเอียดลงมา มันไม่ใช่ภาพของนักเรียนต่างชาติที่ได้ไปใช้ชีวิตสวยงามใต้ต้นซากุระ
เงื่อนไขของทุนระบุชัดเจนว่า ผู้รับทุนต้องทำงานส่งหนังสือพิมพ์ควบคู่ไปด้วย
ต้องตื่นมาส่งหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เช้ามืด
เลิกเรียนกลับมาก็ต้องทำงานต่อ
ห้ามกลับประเทศไทยก่อนกำหนด
ต้องมีผู้ค้ำประกัน
และถ้าทนไม่ไหวจนต้องล้มเลิกกลางคัน จะมีภาระค่าปรับตามมา
ผมเปิดเว็บบอร์ดในยุคนั้นเพื่อหาข้อมูล สิ่งที่เจอไม่ได้ทำให้ใจชื้นขึ้นเลยสักนิด
“โหดมาก”
“เหนื่อยมาก จนบางครั้งก็อาจจะเรียนไม่รู้เรื่อง”
“คนที่ขอกลับไทยมีทุกปี ก็ต้องทำตามสัญญาที่ต้องถูกปรับ”
“สองปีเหนื่อยมาก แต่ก็ได้เรียนภาษา”
ยิ่งอ่าน ผมยิ่งรู้ว่าเส้นทางนี้คืองานใช้แรงงานที่ต้องเอาตัวเข้าแลก
มันไม่ใช่ทุนในฝัน มันคือบททดสอบความอดทนที่อาจทำให้ชีวิตต้องลำบากอยู่พักใหญ่
ผมนั่งมองหน้าจอ ชั่งใจอยู่กับคำตอบเหล่านั้น ที่แทบทุกเสียงบอกเป็นทางเดียวกันว่า มันจะเป็นสองปีที่หนักมาก
แล้วเลื่อนเมาส์กลับไปที่หน้าประกาศรับสมัครทุนอีกครั้ง
ตรงมุมหนึ่งของหน้าจอ มีเงื่อนไขเล็ก ๆ ข้อหนึ่งเขียนไว้
เงื่อนไขที่ทำให้ผมหยุดมอง และลืมสิ่งที่อ่านทั้งหมดในเว็บบอร์ดไปชั่วขณะ
“ไม่พิจารณาเกรดเฉลี่ยของผู้สมัคร”
สำหรับคนอื่น มันอาจเป็นแค่รายละเอียดธรรมดา แต่สำหรับผมในวันนั้น มันเหมือนช่องลมเล็ก ๆ ที่ถูกเจาะทะลุกำแพงหนาทึบที่ขังผมไว้
ประตูบานนี้ไม่ได้สวยงาม
ไม่ได้หรูหรา
ไม่มีใครปูพรมแดงรอรับ
และไม่ได้การันตีเลยว่าเดินเข้าไปแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร
มันเป็นแค่ประตูที่ดูหนักอึ้ง ที่หลังบานประตูอาจจะเต็มไปด้วยความมืดและความหนาวที่ผมไม่สามารถคาดเดาอะไรได้
แต่มันเป็นประตูบานเดียวที่เปิดอยู่
ณ ตอนนั้น
ผมมองตัวเลข 2.8 บนทรานสคริปต์ของตัวเองอีกครั้ง แล้วตัดสินใจก้าวเดินไปที่ประตูบานนั้น
โดยที่ผมยังไม่รู้เลยว่า จะมีบันไดอีกนับไม่ถ้วน รออยู่หลังประตูบานนั้น