จากเด็กส่งหนังสือพิมพ์สู่ผู้บริหาร · ตอนที่ 12
📖 EP.12 หนังสือเล่มดำ
หลังจากคะแนนการฟังค่อย ๆ ดีขึ้น ผมคิดว่ากำแพงใหญ่ที่สุดของภาษาญี่ปุ่นอาจผ่านไปแล้ว อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ยืนอยู่ตรงจุดเดิม จุดที่เคยมองผลสอบวิชาการฟัง 60 คะแนน เกรด C แล้วถามตัวเองว่ายังควรอยู่ในห้องนี้ต่อไปไหม
แต่ดูเหมือนภาษาญี่ปุ่นนั้นจะไม่ยอมให้ใครคิดว่าตัวเองผ่านด่านใหญ่ที่สุดไปแล้วง่าย ๆ เพราะไม่นานหลังจากนั้น ผมก็ได้เจอกับหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่รุ่นพี่เคยเล่าลือกันมาก่อน หนังสือเล่มดำ
📕 日本語教科書 上級 I
หลังจากเรียนจบระดับสูงสุดของตำราโรงเรียนแล้ว นักเรียนต้องซื้อหนังสือเล่มนี้เพิ่ม แล้วไปรับตำราที่ห้องธุรการ วันนั้นผมไปรับหนังสือเล่มใหม่เหมือนนักเรียนคนอื่น ๆ มันเป็นหนังสือปกสีดำ หนากว่าตำราหลายเล่มที่เคยเรียนมา ตัวอักษรบนปกวางอยู่แนวตั้ง เรียบ เงียบ และดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร บนปกเขียนว่า 日本語教科書 上級 I
ผมถือมันไว้ในมือ แล้วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าประตูเมืองที่ผมไม่รู้จัก ก่อนหน้านั้น ภาษาญี่ปุ่นสำหรับผมคือด่านใหญ่ที่อยากและพยายามที่จะสัมผัสให้ถึง และเป็นสิ่งที่ผมต้องผ่านเพื่อสอบ เพื่อเรียนต่อ เพื่ออยู่รอดในญี่ปุ่น แต่หนังสือเล่มดำทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าภาษาญี่ปุ่นอาจไม่ได้เป็นแค่ด่านหรือสิ่งที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ แต่มันอาจเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่ถ้าอยากเข้าไปจริง ๆ เราต้องค่อย ๆ เข้าใจมัน มากกว่าการท่องจำ
ภาพประกอบ: 『日本語教科書 上級 I』 早稲田大学 日本語研究教育センター ตำราที่ใช้ประกอบการเรียนในห้องเรียนระดับสูงของโรงเรียนภาษาในขณะนั้น
🈂️ 坊っちゃん
อาจารย์บอกพวกเราว่าในตำราเล่มนี้มีบทความที่ตัดมาจากวรรณกรรมชื่อดังของญี่ปุ่น มีภาษา สำนวน และวัฒนธรรมญี่ปุ่นสอดแทรกอยู่ในนั้น ที่อาจจะเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก ตอนฟังประโยคนั้น ผมยังไม่รู้ว่าคำว่า "ไม่ง่ายนัก" จะหมายถึงแค่ไหน
แต่พอเปิดหนังสือไปได้ไม่นาน ผมก็เริ่มเข้าใจ ความยากไม่ได้อยู่แค่คำศัพท์ ไม่ได้อยู่แค่ไวยากรณ์ แต่มันอยู่ในประโยคที่ซับซ้อน คันจิที่ไม่คุ้น สำนวนที่แปลตรงตัวไม่ได้ และความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่หลังตัวอักษร
บทหนึ่งที่ผมจำได้แม่นมาก คือบทเรียนแรกที่ตัดมาจาก 坊っちゃん (Botchan) ของนัตสึเมะ โซเซกิ แค่ประโยคแรกก็เหมือนบอกผมแล้วว่า หนังสือเล่มดำไม่ใช่ตำราภาษาญี่ปุ่นธรรมดา
เพราะความบุ่มบ่ามที่ได้มาจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ผมจึงมีแต่เรื่องให้ตัวเองต้องซวยอยู่เสมอ
ผมอ่านจบแล้วหยุดอยู่ตรงนั้นนานมาก ไม่ใช่เพราะไม่รู้คันจิเลย แต่เพราะรู้สึกว่าต่อให้แปลคำออก ก็ยังไม่ได้แปลว่าเข้าใจประโยคนี้จริง ๆ
親譲り แปลจริง ๆ แล้วได้ประมาณว่า "สิ่งที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ความเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น" คำนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าภาษาญี่ปุ่นหนึ่งคำ บางครั้งมีพื้นหลังของความสัมพันธ์ในครอบครัวซ่อนอยู่ในนั้น มันไม่ได้บอกแค่ว่าคนคนหนึ่งมีนิสัยแบบนี้ แต่มันเหมือนพาคนอ่านย้อนกลับไปเห็นบ้าน เห็นพ่อแม่ เห็นบางอย่างหรือนิสัยที่ถูกส่งต่อมา หรือติดมาจากพ่อแม่ ก่อนเจ้าตัวจะรู้ตัวด้วยซ้ำ
ส่วน 無鉄砲 ตอนเห็นครั้งแรก ผมยังแอบคิดในใจว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับปืนเนี่ย เพราะคำว่า 鉄砲 แปลว่าปืน แต่พออยู่ในคำว่า 無鉄砲 มันไม่ได้หมายถึงปืนเลย อาจารย์อธิบายคำนี้อยู่นาน มันหมายถึงความหุนหันพลันแล่น นิสัยของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ทำอะไรลงไปก่อน แล้วค่อยมารู้ทีหลังว่าตัวเองเจ็บ ตัวเองเสียหาย หรือตัวเองกำลัง損ばかりしている หรือ "ซวย" อยู่
ย่อหน้าแรกของเรื่องยังเดินต่อไปอีก เด็กคนหนึ่งถูกเพื่อนล้อว่า 弱虫やーい。ประมาณว่า "ไอ้ขี้ขลาดเอ๊ย" แล้วเขาก็กระโดดลงมาจากชั้นสองของโรงเรียน จน腰を抜かした ถ้าแปลตรงตัวเหมือนจะหมายถึง "เอวหลุด" แต่ความหมายจริงคือเจ็บจนลุกไม่ขึ้น
แค่ย่อหน้าแรก ก็มีทั้งน้ำเสียงของเด็ก ความดื้อ ความเจ็บ ความหุนหันพลันแล่น และอารมณ์ขันแบบแห้ง ๆ ของตัวละคร อัดอยู่ในนั้น ผมต้องหยุดอ่าน หยุดแปล แล้วฟังอาจารย์อธิบาย เพราะนี่ไม่ใช่แค่ประโยคภาษาญี่ปุ่น แต่มันคืออารมณ์ นิสัย วัฒนธรรม และจังหวะการเล่าเรื่องที่ซ่อนอยู่ในตัวอักษร
หนังสือเล่มดำไม่ได้ถามผมแค่ว่า
แปลประโยคออกไหม
แต่มันถามว่า
ผมมองเห็นคนคนหนึ่ง
ที่อยู่หลังประโยคนั้นหรือเปล่า
🧗 ปีนไปด้วยกัน
ในห้องเรียน นักเรียนบางคนเริ่มมีสีหน้าเบื่อ บางคนดูเหมือนไม่อยากเข้าใจแล้ว บางคนเริ่มหลุดออกจากเนื้อหา ผมเข้าใจเขา เพราะมันยากตั้งแต่แรกจริง มันไม่ใช่ตำราที่อ่านแล้วรู้สึกว่าเราเก่งขึ้นทันที แต่เป็นตำราที่อ่านแล้วรู้สึกว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกมาก
สำหรับบางคน ความรู้สึกแบบนั้นอาจไม่น่าสนุก แต่สำหรับผม มันกลับมีแรงดึงดูดบางอย่าง ถ้าเข้าใจมันได้ แม้เพียงเล็กน้อย ผมจะเข้าใกล้ภาษาญี่ปุ่นและวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้นอีกนิด เพราะก่อนหน้านั้น ผมเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อสอบ เพื่อทำคะแนน เพื่อเอาตัวรอด แต่ตรงหน้าผมตอนนั้น ภาษาญี่ปุ่นเริ่มกลายเป็นสิ่งที่พาเข้าไปแตะวรรณกรรม วัฒนธรรม และวิธีคิดของคนญี่ปุ่น มันไม่ใช่แค่ภาษาแล้ว
การสอนหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่อธิบายไวยากรณ์ หรือแปลประโยคให้ฟัง อาจารย์ต้องพาพวกเราเข้าไปใกล้โลกที่อยู่หลังตัวหนังสือ บางครั้งอาจารย์อธิบายอยู่นาน แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง บางครั้งอาจารย์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพยายามอธิบายใหม่อีกครั้ง ผมมองอาจารย์หน้าห้อง แล้วรู้สึกว่าไม่ใช่แค่พวกเราที่กำลังปีน คนที่ยืนสอนอยู่ตรงนั้นก็กำลังปีนไปกับพวกเราด้วยเหมือนกัน
❄️ คืนหนาวใต้ผ้าห่ม
ผมพยายามอ่านหนังสือเล่มดำในห้องพักเล็ก ๆ ของตัวเอง บางวันหลังเลิกเรียน ผมนั่งเปิดหนังสือที่ลานอ่านหนังสือชั้นหนึ่ง ตรงพื้นที่ที่ผมเคยให้คิมช่วยแกะปัญหาการฟัง คราวนี้ตรงหน้าผมไม่ใช่เสียงที่ฟังไม่ทัน แต่เป็นตัวอักษรที่อ่านแล้วเหมือนยังไม่ยอมเปิดประตูให้เข้าไปง่าย ๆ
ผมค่อย ๆ อ่านทีละบรรทัด ทีละคำ บางประโยคต้องอ่านซ้ำ บางย่อหน้าอ่านจบแล้วยังต้องกลับไปอ่านใหม่ เหมือนเดินเข้าไปในห้องมืด แล้วใช้มือคลำผนังไปทีละนิดเพื่อหาทางออก
มีภาพหนึ่งที่ผมจำได้แม่น ช่วงก่อนสอบวัดระดับไม่นาน วันนั้นฝนตกในช่วงเข้าหน้าหนาว ห้องพักหนาวลงอย่างชัดเจน ความหนาวในญี่ปุ่นไม่ใช่แค่หนาวที่ผิว แต่มันเหมือนค่อย ๆ ซึมเข้ามาในห้อง ในมือ ในเท้า ในกระดูก
ผมซุกตัวอยู่ใต้ฟุตง ที่นอนแบบญี่ปุ่นที่ปูอยู่บนพื้น มีหนังสือเล่มดำอยู่ตรงหน้า ข้างนอกเป็นสายฝนพร้อมลมหนาว ข้างในเป็นความเงียบ ผมเปิดหนังสืออ่านอยู่ใต้ผ้าห่ม บางคำยังไม่เข้าใจ บางประโยคยังหนักเกินไป แต่ผมก็ยังอ่านต่อ
ผมไม่รู้ว่าคืนนั้นผมเข้าใจวรรณกรรมญี่ปุ่นได้มากแค่ไหน แต่ผมจำความรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังพยายามเข้าไปใกล้ญี่ปุ่น ผ่านตัวอักษรสีดำบนหน้ากระดาษ ในห้องหนาว ๆ ห้องหนึ่ง
🚉 บันไดตอนตีสาม
และชีวิตนอกตำราก็ไม่ได้เบาลงเลย ผมยังต้องตื่นตั้งแต่ตีสอง ยังต้องส่งหนังสือพิมพ์ ยังต้องรีบไปเรียน แล้วรีบกลับมากินข้าว หรือบางวันก็แทบไม่ได้กิน แล้วรีบออกไปส่งหนังสือพิมพ์รอบเย็นต่อ
บางวันผมยืนหลับบนรถไฟฟ้า ขาอ่อนลงวูบหนึ่ง แล้วสะดุ้งตื่นทั้งที่ยังยืนอยู่ บางวันผมนั่งรถเลยป้ายรถไฟ เพราะหลับจนไม่รู้สึกตัวในขากลับ และบางเช้ามืด ระหว่างส่งหนังสือพิมพ์ ความง่วงสะสมก็ทำให้ผมค่อย ๆ นอนลงบนบันไดของตึก หรือบันไดหน้าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ที่อยู่ตามเส้นทางส่งหนังสือพิมพ์ เอาศีรษะหนุนขั้นบันได หลับไปเพียงห้าหรือสิบนาที ก่อนจะสะดุ้งตื่น แล้วรีบลุกขึ้นมาส่งหนังสือพิมพ์ต่อก่อนฟ้าสาง
กำลังเดินลึกเข้าไปอีกขั้น
แต่ร่างกายของผม
ยังถูกใช้งานหนักเหมือนเดิม
📊 EJU พฤศจิกายน 2004
ก่อนสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นระดับ 1 ไม่นาน ผมสอบ EJU อีกครั้ง รอบเดือนพฤศจิกายน 2004 รอบนั้นมีผู้เข้าสอบมากกว่าสองหมื่นคน และผมยังคงเป็นคนเดียวในห้องที่ได้คะแนนเขียนเต็ม แต่ครั้งนี้สิ่งที่ทำให้ผมนั่งมองกระดาษอยู่นาน ไม่ใช่แค่คะแนนเขียนเต็ม
สิ่งที่ผมมองหาเป็นอย่างแรกคือวิชาการฟัง แผลเดิมของผม ครั้งนี้การฟังดีขึ้นมาก คะแนนรวมและทุกทักษะขยับขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยของผู้เข้าสอบทั้งหมดแล้ว
ครั้งแรก คะแนนเขียนเต็มช่วยบอกว่าผมยังไม่ได้พังทั้งหมด ครั้งนี้ ผลสอบทั้งแผ่นบอกว่าผมผ่านค่าเฉลี่ยของคนกว่าสองหมื่นคนแล้ว
EJU รอบพฤศจิกายน 2004 — คะแนนรวมและทุกทักษะขยับขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยทั้งหมด ก่อนวันสอบ JLPT ระดับ 1 (หมายเหตุ: ส่วนของการเขียน (Writing) ที่ได้คะแนนเต็ม 6/6 อาจอยู่ในกลุ่ม Top 5–10% ของผู้เข้าสอบ เป็นการประเมินของเพื่อนผู้เขียน ไม่ใช่สถิติทางการ)
🌙 คืนก่อนวันสอบ
ส่วนเรื่องงานนั้น งานยังหนักเหมือนเดิม เวลานอนก็ยังน้อยเหมือนเดิม แต่ภาษาญี่ปุ่นในหัวผมนั้นไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นของวันที่ 60 คะแนน จนอีกคะแนนเดียวจะสอบตกอีกแล้ว และไม่ใช่แค่ภาษาญี่ปุ่นที่ผมจะเรียนเพื่อสอบอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็น "การเรียนเพื่อเรียน" มันเริ่มมีเสียงของวรรณกรรม มีน้ำหนักของวัฒนธรรม และมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่หลังประโยคภาษาญี่ปุ่นที่ผมกำลังศึกษาอยู่ในตอนนี้
และแล้วพรุ่งนี้ก็เป็นวันสอบ JLPT วันสอบคือวันที่ 5 ธันวาคม 2004 คืนก่อนวันสอบ ผมพยายามนอนให้เร็วที่สุด แต่ระหว่างหลับ ผมรู้สึกตัวขึ้นมาบางช่วง ข้างนอกมืดมาก เสียงลมแรง กระแทกบางอย่างอยู่ไกล ๆ แล้วเสียงฝนก็ตกกระหน่ำลงมา หนักจนได้ยินชัดจากในห้อง
ในใจผมวังเวงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะนึกได้ว่าอย่างน้อย เช้ามืดวันนี้ ผมไม่ต้องออกไปส่งหนังสือพิมพ์ ผมหลับตาลงอีกครั้ง แล้วรีบนอนต่อ