จากเด็กส่งหนังสือพิมพ์สู่ผู้บริหาร · ตอนที่ 2
🏃500 ชั้น ไม่มีลิฟต์
หลังจากตัดสินใจเดินผ่านประตูบานนั้น ผมก็ผ่านการคัดเลือกจากการสัมภาษณ์ ตอนนั้นมีอาจารย์ท่านหนึ่งคอยเป็นล่ามแปลให้ เท่าที่ผมเดา เขาคงไม่ได้ดูแค่คำตอบ แต่ดูท่าทาง ดูหน่วยก้าน และดูว่าเด็กคนนี้น่าจะทำงานไหวหรือเปล่า
โชคดีที่ตอนนั้นผมเล่นแบดมินตัน และเคยเป็นนักกีฬาแบดมินตันมาก่อน ร่างกายจึงพอดูแข็งแรง
ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็เดินทางมาถึงประเทศญี่ปุ่น ทุกอย่างดูใหม่ไปหมด ภาษา ผู้คน บ้านเมือง รวมถึงร้านหนังสือพิมพ์ ที่กำลังจะกลายเป็นที่ทำงานของผมตลอดสองปีหลังจากนั้น
ในร้านหนังสือพิมพ์ พนักงานแต่ละคนจะมีพื้นที่รับผิดชอบของตัวเอง พื้นที่นั้นเรียกว่า "คุ" ซึ่งหมายถึงพื้นที่รับผิดชอบของพนักงานแต่ละคน
วันแรก ผมเปิดสมุดประกอบการส่งหนังสือพิมพ์ แล้วมองหาหมายเลขของตัวเอง สิ่งที่เห็นคือ คุที่ 4
ตอนนั้นผมยังฟังภาษาญี่ปุ่นแทบไม่ออก จึงไม่รู้ว่าคุที่ 4 หมายถึงอะไร รู้เพียงว่าเลข 4 เป็นเลขที่คนญี่ปุ่นหลายคนไม่ค่อยชอบ
ผมยืนมองเลขนั้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้ตัวเองเบา ๆ “เริ่มต้นมาก็ได้เลขไม่ค่อยดีเสียแล้ว” แล้วก็ปิดสมุด เท่านั้นเอง
ผมไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น เพราะไม่มีใครบอกผมว่าคุนี้แตกต่างจากคุอื่นอย่างไร ไม่มีใครบอกว่ามันหนักแค่ไหน
ผมมารู้ทุกอย่างหลังจากเริ่มทำงานไปแล้ว เช้าวันแรก ผมขี่รถมอเตอร์ไซค์ตามพนักงานที่สอนงาน ไปตามเส้นทางส่งหนังสือพิมพ์ เราจอดรถไว้ใต้ตึก เขาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมา แล้วเริ่มวิ่งขึ้นบันได ผมก็วิ่งตามไป
ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่า สิ่งที่กำลังรออยู่ข้างบน ไม่ใช่แค่ประตูของลูกค้า แต่มันคือจุดเริ่มต้นของงานที่หนักที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมา
🏢 ดันจิ: ตึกที่ไม่มีลิฟต์
ผมค่อย ๆ รู้ว่าคุที่ 4 ไม่เหมือนพื้นที่อื่น พื้นที่ที่ผมรับผิดชอบมีตึกที่อยู่อาศัยแบบญี่ปุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก ตึกเหล่านี้เรียกว่า ดันจิ
ตอนแรกผมคิดว่า การส่งหนังสือพิมพ์ในตึกก็คงเดินขึ้นไปทีละชั้น ส่งให้ครบทุกห้อง แล้วค่อยขึ้นชั้นต่อไป แต่ดันจิที่ผมได้รับไม่เป็นแบบนั้น
ตึกหนึ่งถูกแบ่งออกเป็นหลายล็อก และแต่ละล็อกมีบันไดของตัวเอง ถ้าลูกค้าที่อยู่ชั้น 5 อยู่ครบทุกล็อก ผมต้องวิ่งขึ้นไปถึงชั้น 5 แล้วลงมาเริ่มใหม่ ขึ้นไปอีก แล้วลงมาอีก ทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตึกสูงเพียง 5 ชั้น สำหรับผมจึงไม่ต่างจากการขึ้นตึกประมาณ 50 ชั้น
ทุกครั้งที่เปลี่ยนล็อก ผมต้องลงมาข้างล่าง แล้วเริ่มวิ่งขึ้นใหม่ ส่งเสร็จก็ลงมา แล้วขึ้นใหม่ ทำแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สิ่งที่ทำให้คุนี้หนัก ไม่ใช่จำนวนหนังสือพิมพ์ แต่เป็นบันได ทุกตึกไม่มีลิฟต์
และนั่นยังไม่นับรวมบ้านเดี่ยว อพาร์ตเมนต์ และจุดส่งหนังสือพิมพ์อื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
⏰ ตี 2 ถึง 6 โมงเช้า แล้วไปเรียนต่อ
ทุกวัน ผมเริ่มงานประมาณตีสอง จนถึงราวหกโมงเช้า ทุกเช้า ผมมักเป็นคนสุดท้ายที่ขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึงร้านหนังสือพิมพ์ หลายคุส่งงานเสร็จตั้งแต่ตีห้า บางคนกำลังนั่งพัก บางคนกินอาหารว่าง ส่วนผมเพิ่งกลับมาถึง
ผมไม่เคยอิจฉาใคร และไม่เคยคิดว่าจะไปขอเปลี่ยนคุ เพราะนี่คือพื้นที่ที่เขาเลือกให้ผม และผมเลือกแล้วว่าจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
แต่ความหนักของคุที่ 4 ยังไม่จบแค่นั้น ประมาณบ่ายสาม งานเริ่มอีกครั้ง หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นมีทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย หลายคุเพียงวางหนังสือพิมพ์ไว้ที่ตู้จดหมายใต้ตึกก็เสร็จงาน แต่คุที่ 4 ไม่เป็นแบบนั้น
ผมต้องวิ่งขึ้นตึกอีกรอบ บันไดที่เพิ่งวิ่งขึ้นไปในตอนเช้า ต้องกลับมาวิ่งซ้ำในตอนบ่าย วันแล้ววันเล่า
ผมเคยนั่งนับจริง ๆ เพราะอยากรู้ว่าในหนึ่งวัน ตัวเองขึ้นบันไดไปกี่ชั้น พอนับเสร็จ ผมเงียบไปพักหนึ่ง
ช่วงที่งานมากที่สุด ตัวเลขนั้นเคยแตะประมาณ 500–700 ชั้นต่อวัน
หลังจากส่งหนังสือพิมพ์รอบบ่ายเสร็จ งานก็ยังไม่จบ พวกเราต้องนั่งเรียงแผ่นพับโฆษณาเป็นตั้ง ๆ เพื่อเตรียมสอดลงในหนังสือพิมพ์ของเช้าวันรุ่งขึ้น คุของผมมีหนังสือพิมพ์อย่างน้อย 400 ฉบับ
เมื่อทุกอย่างเสร็จ ผมจึงกลับบ้าน เปิดหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่น อ่านต่อจนดึก เวลานอนที่เหลืออยู่มีเพียง 3–4 ชั่วโมง
🏸 สิ่งเดียวที่ผมโฟกัส
หลังจากเริ่มงานได้ประมาณหนึ่งถึงสองเดือน มีวันที่เด็กส่งหนังสือพิมพ์จากประเทศไทยได้มาเจอกัน หลายคนมองหน้าผมแล้วพูดคล้าย ๆ กันว่า “ดูเหมือนคนใช้แรงงานหนักเลย”
ตอนนั้นผมเพิ่งรู้ตัวว่าร่างกายของตัวเองเปลี่ยนไปขนาดนั้น และเพิ่งรู้ด้วยว่า คนอื่นไม่ได้เจองานแบบเดียวกับผม หลายคุก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่ได้ต้องวิ่งขึ้นลงบันไดหนักแบบพื้นที่ของผม
หลายคนสงสาร หลายคนเห็นใจ แต่แปลกมาก ผมแทบไม่เคยเสียเวลาถามตัวเองว่า “ทำไมเราถึงโชคร้ายขนาดนี้” เพราะต่อให้ถาม พื้นที่ก็ไม่เปลี่ยน ทุกคนมีคุของตัวเอง และผมมีคุที่ 4
ในเมื่อเปลี่ยนสิ่งที่เลือกไม่ได้ ผมจึงเลือกคิดถึงสิ่งที่ยังเลือกได้
ตอนนั้นผมมีเป้าหมายอยู่เพียงเรื่องเดียว คือภาษาญี่ปุ่น ผมเข้าเรียนที่ญี่ปุ่นในปี 2003 และตั้งใจไว้ว่า ภายในปี 2004 ผมจะต้องสอบผ่าน JLPT ระดับ 1 ให้ได้ แม้ตอนเริ่มต้น ผมจะเริ่มจากศูนย์ก็ตาม
ผมไม่ซื้อคอมพิวเตอร์ ไม่หารายได้พิเศษเพิ่ม และแทบไม่ไปเที่ยวไหน ผมบอกตัวเองเพียงว่า ถ้าต้องใช้ชีวิตอยู่กับงานที่หนักขนาดนี้ อย่างน้อยเมื่อครบสองปี ผมต้องมีบางอย่างติดตัวกลับออกมา
สำหรับผมในวันนั้น สิ่งนั้นคือผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดของ JLPT ในเวลานั้น
ผมเลือกไม่ได้ว่าจะได้ทำงานคุไหน
ผมเลือกไม่ได้ว่าจะต้องขึ้นบันไดกี่ชั้นในแต่ละวัน
และผมเลือกไม่ได้ว่าสัญญาสองปีจะสั้นลงกว่านี้หรือไม่
แต่ผมยังเลือกได้ว่า ในสองปีที่ไปไหนไม่ได้ ผมจะใช้เวลานั้นไปกับอะไร
ตอนนั้นผมเคยคิดว่าเลข 4 เป็นเพียงลางไม่ดี แต่เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่หนักที่สุดไม่ใช่ความหมายของเลข 4 แต่เป็นบันไดของคุที่ 4 ที่ผมต้องขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน
ร่างกายยังพอเดินต่อไหว จนวันหนึ่งมันเรียกร้องให้ผมหยุดพักบนบันได ในที่ที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะหลับได้
เมื่อมองย้อนกลับไป ความทรงจำที่ผมจำได้ชัดที่สุดจากช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ห้องเรียน ไม่ใช่ร้านหนังสือพิมพ์ และไม่ใช่ผลสอบ แต่เป็นบันไดคอนกรีตเย็น ๆ ของดันจิ กับบันไดขึ้นชั้นสองของอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่ผมเคยนอนหลับอยู่บนนั้น
ภาพนั้น
ยังอยู่กับผมจนถึงวันนี้