จากเด็กส่งหนังสือพิมพ์สู่ผู้บริหาร · ตอนที่ 5
📰 EP.5 น้ำตาในช่องเหล็กที่ไม่มีใครเห็น
วันหยุดสั้น ๆ ในช่วงฤดูร้อน
ในวันที่คนอื่นออกไปเที่ยวกัน
ผมมักจะถือหนังสือออกไปที่ห้องสมุดสาธารณะ
หรือไม่ก็หามุมเงียบ ๆ ใต้ร่มไม้ในสวนสาธารณะ
แล้วนั่งอ่านหนังสือต่อ
ส่วนในวันเรียน
ผมอ่านหนังสือก่อนนอนแทบทุกคืน
กว่าจะได้นอน
ก็สี่ทุ่ม
หรือห้าทุ่ม
ก่อนจะตื่นขึ้นมาตอนตีสอง
แล้วออกไปส่งหนังสือพิมพ์เหมือนเดิม
เช้ามืด
โรงเรียน
งานรอบบ่าย
หนังสือเรียน
แล้วก็กลับไปนอน
ก่อนจะตื่นขึ้นมาตอนตีสองอีกครั้ง
วันแล้ววันเล่า
ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า
ถ้าพยายามมากพอ
สักวันหนึ่ง
ความพยายามนั้น
คงพาผมไปถึงที่หมาย
เวลาผ่านไปไม่กี่เดือน
ก็ใกล้ถึงช่วงสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นในปี 2003
ทางโรงเรียนสอนภาษา
ได้นำข้อสอบ JLPT ระดับ 3 เก่า ๆ
มาให้ลองทำ
แม้จะเรียนมาได้เพียงไม่กี่เดือน
แต่ผมกลับทำคะแนนได้ค่อนข้างดี
ผลลัพธ์นั้น
ทำให้ผมเริ่มมีความมั่นใจ
และตัดสินใจลงสอบ JLPT ระดับ 2
ทั้งที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นมาได้ไม่นาน
ในวันสอบ
ผมจำได้ว่ามีหลายข้อที่ทำได้
แต่ก็มีอีกหลายข้อที่ไม่มั่นใจเลย
โดยเฉพาะพาร์ทการอ่าน
และการฟัง
ลึก ๆ ในใจ
ผมยังแอบหวังว่า
คะแนนส่วนอื่น
อาจจะช่วยพาผมผ่านไปได้
ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากนั้น
ผลสอบก็ถูกส่งมาที่บ้าน
มันอยู่ในช่องรับจดหมาย
ตรงประตู
ผมหยิบมันออกมา
กระดาษผลสอบเป็นกระดาษกึ่งพลาสติก
พับไว้สามทบ
ผนึกด้วยกาว
ผมค่อย ๆ แกะมันออก
แล้วคลี่กระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา
บนกระดาษมีคำว่า
合否結果通知書
Test Result
ผมมองลงไปที่คะแนน
ส่วนคะแนนของผม คือ 229
ขาดไปเพียง 11 คะแนน
แล้วสายตาก็เห็นคำนั้น
不合格
ไม่ผ่าน
ตอนนั้น
น้ำลายผมแห้งผาก
ใจหวิวลงไปทั้งตัว
เหมือนเสียงรอบข้าง
หายไปชั่วครู่หนึ่ง
ภาพประกอบจากเอกสารผลสอบของผู้เขียน — เอกสารแจ้งผลสอบ JLPT (ปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว)
วันนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว
หลังกลับจากโรงเรียนสอนภาษาในตอนบ่าย
ก่อนถึงเวลาที่ผมต้องออกไปส่งหนังสือพิมพ์รอบบ่ายตามปกติ
ผมนั่งมองกระดาษผลสอบอยู่พักใหญ่
อ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีก
ราวกับว่าหากมองนานพอ
ตัวเลขเหล่านั้น
อาจเปลี่ยนไป
แต่แน่นอน
มันไม่เปลี่ยน
229
ยังเป็น 229
不合格
ก็ยังเป็น 不合格
บ่ายวันนั้น
ผมออกไปส่งหนังสือพิมพ์ตามปกติ
แต่ทุกอย่างเหมือนถูกตัดออกจากความรู้สึก
ผมไม่รู้สึกถึงลมหนาว
ไม่รู้สึกถึงความเหนื่อย
ไม่รู้สึกแม้แต่ความเจ็บจากลมหนาว
ที่ปะทะมืออยู่ตลอดทาง
ผมเดินเหม่อลอย
ส่งหนังสือพิมพ์ตึกแล้วตึกเล่า
บ้านแล้วบ้านเล่า
เหมือนร่างกายกำลังทำงานแทนใจ
ที่ยังกลับมาไม่ทัน
หน้าบ้านหลายหลัง
มีช่องรับจดหมายและหนังสือพิมพ์
เป็นช่องเหล็กอยู่ตรงกลางประตูเหล็ก
ผมหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมา
สอดมันเข้าไปในช่องนั้น
เหมือนที่เคยทำทุกวัน
แต่หลายครั้ง
ตอนที่มือกำลังดันหนังสือพิมพ์เข้าไป
น้ำตากลับร่วงลงมาเอง
ผมปาดน้ำตา
แล้วหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับถัดไป
ลมหนาวพัดกระทบใบหน้าที่เปียกไปด้วยน้ำตา
เย็นจนรู้สึกได้
ผมไม่รู้ว่าบ้านไหน
ประตูบานไหน
หรือช่องเหล็กช่องไหน
เป็นช่องแรก
ที่เห็นน้ำตาของผม
แต่ผมจำได้ว่า
วันนั้น
ผมยังต้องส่งหนังสือพิมพ์ให้ครบ
แล้วผมก็เดินต่อ
วิ่งต่อ
ทำงานต่อ
ความเหม่อลอยที่มีน้ำตาหยดลงมาโดยไม่ตั้งใจนั้น
ผมยังจำได้ดี
ผมเป็นแบบนั้นอยู่หลายวัน
จนวันหนึ่ง
หลังเลิกเรียน
ผมได้เข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่โรงเรียน
Iwami Sensei
เราไม่ได้คุยกันนานนัก
เพราะผมยังต้องรีบกลับไปส่งหนังสือพิมพ์รอบบ่าย
อาจารย์พาผมเข้าไปในห้องเรียนว่างห้องหนึ่ง
หน้าห้องพักครู
ห้องเรียนที่ปกติมีนักเรียนนั่งเต็ม
วันนั้นกลับเงียบ
มีแค่ผม
กับอาจารย์
อาจารย์ถามว่าผมรู้สึกอย่างไร
ผมก็ค่อย ๆ เล่า
เล่าเรื่องการตื่นตีสองทุกวัน
เล่าเรื่องการส่งหนังสือพิมพ์ท่ามกลางหิมะและพายุฝน
เล่าเรื่องการนอนหลับบนบันไดในความมืด
เล่าเรื่องความหวัง
ที่ผมฝากไว้กับการสอบครั้งนี้
ยิ่งเล่า
น้ำตาก็ยิ่งไหล
เป็นแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนแม้แต่อาจารย์เอง
ก็ปลอบผมแทบไม่ไหว
ขอโทษด้วยนะครับ Iwami Sensei
วันนั้น
ผมเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
ความพยายามอย่างเดียว
อาจยังไม่พอ
คนเราบางครั้ง
ไม่ได้แพ้เพราะไม่พยายาม
แต่แพ้ทั้งที่พยายามเต็มที่แล้ว
และถ้าจะเดินต่อ
ผมคงทำแค่ "พยายามให้มากขึ้น"
แบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว
ผมต้องรู้ให้ได้ว่า
ตัวเองอ่อนตรงไหน
ต้องปิดจุดอ่อนตรงไหน
และควรใช้จุดแข็งตรงไหน
เพื่อพาตัวเองไปต่อ
กว่าผมจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้
ก็ใช้เวลาเป็นสัปดาห์
แต่เวลา
ไม่ได้รอให้ผมเสียใจจนพอ
ในสมัยนั้น
JLPT จัดสอบเพียงปีละครั้ง
ถ้าผมพลาดอีกครั้ง
นั่นหมายความว่า
ผมจะไม่มีผล JLPT ติดตัวเลย
ผมเริ่มกลับมาวิเคราะห์ตัวเองใหม่
ว่าถ้าจะสอบผ่านในปี 2004
ผมต้องทำอย่างไร
ผมขาดอะไร
และควรแก้ตรงไหน
แต่สิ่งที่เสี่ยงและบ้าบิ่นที่สุดก็คือ
ไม่ใช่ JLPT ระดับ 2 ที่ผมเพิ่งสอบตกมา
แต่เป็น JLPT ระดับ 1
ระดับสูงที่สุด
และยากที่สุดในเวลานั้น
วันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป
ผมยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า
ความคิดแบบนั้น
เรียกว่าความกล้า
หรือความดื้อ
แต่ในวันนั้น
มันคือหมุดหมายเดียว
ที่ทำให้ผมยังลุกขึ้นมาอ่านหนังสือต่อได้