จากเด็กส่งหนังสือพิมพ์สู่ผู้บริหาร · ตอนที่ 7
📰 EP.7 ห้องเรียนที่ไม่มีใครอยากเข้า
出典:Wikipedia「神奈川県警察運転免許センター 二俣川 旧庁舎」 by ja.wikipedia.org / CC BY-SA 4.0
ผมนั่งอยู่ในห้องอบรมจราจรแห่งหนึ่ง รอบตัวมีคนญี่ปุ่นเต็มห้อง ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงของผู้สอนดังมาจากด้านหน้า ส่วนผม ก้มเปิดพจนานุกรมเล่มเล็กของ ส.ส.ท. ทีละหน้า ทีละคำ ห้องนั้นไม่ใช่ห้องเรียนภาษาญี่ปุ่น และคงไม่มีใครอยากเข้ามาอยู่ในห้องนี้ แต่วันนั้น มันกลับกลายเป็นห้องเรียนอีกห้องหนึ่งของผม
ก่อนจะมานั่งอยู่ตรงนั้น ผมต้องกลับไปที่สถานีตำรวจอีกครั้ง เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม และยืนยันรายละเอียดทุกอย่าง ตามที่ได้แจ้งไว้ตั้งแต่แรก
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ทางตำรวจแจ้งว่า ผมจะต้องเข้าอบรมสำหรับผู้กระทำผิดกฎจราจร พร้อมชำระค่าอบรมประมาณ 14,000–15,000 เยน
จริง ๆ แล้ว มีคอร์สที่ค่าใช้จ่ายถูกกว่านี้ แต่มีเงื่อนไขบางอย่างที่ผมไม่สามารถเลือกได้ เพราะในเวลานั้น ผมต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ทุกวัน ทั้งส่งหนังสือพิมพ์และเดินทางไปโรงเรียน ผมจึงไม่มีทางเลือกมากนัก
ค่าอบรมก้อนนี้ กลายเป็นภาระอีกก้อนหนึ่ง ที่ต้องค่อย ๆ เก็บจากเงินเดือนของเด็กส่งหนังสือพิมพ์
ค่าอบรมประมาณ 14,000–15,000 เยน สำหรับบางคน อาจเป็นแค่ค่าใช้จ่ายก้อนหนึ่ง แต่สำหรับเด็กส่งหนังสือพิมพ์ในตอนนั้น มันคือเงินที่ต้องแลกมาจากการตื่นตีสอง จากการขี่มอเตอร์ไซค์ในความมืด จากมือที่จับแฮนด์รถตอนอากาศหนาว และจากเวลานอนที่หายไปทุกวัน
ผมนั่งคิดอยู่พักหนึ่ง เงินก้อนนี้เสียไปแน่แล้ว หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่า ทำไมต้องเป็นผม แต่คือ ถ้าต้องเสียมันไปจริง ๆ ผมจะเอาอะไรกลับมาได้บ้าง
ตอนนั้น ผมนึกถึงประโยคหนึ่ง ที่คนไทยพูดกันบ่อยหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540
ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ประโยคนั้นจะช่วยอะไรได้มากแค่ไหน แต่ในเวลานั้น มันเล็กพอให้ผมหยิบมาใช้ได้
อย่างน้อย ถ้าต้องเสียเงินเข้าอบรมอยู่แล้ว ผมก็ควรตั้งใจเรียนอะไรบางอย่างจากมัน
ตั้งแต่วันแรกของการอบรม ผมไม่ได้ตั้งใจไปเพียงเพื่อให้ผ่านคอร์ส แต่ตั้งใจจะเรียนรู้ทุกอย่างที่พอจะเรียนรู้ได้
ห้องอบรมวันนั้น มีคนญี่ปุ่นนั่งเต็มห้อง เก้าอี้ถูกเรียงเป็นแถว ด้านหน้ามีจอและโต๊ะของผู้สอน บนโต๊ะของแต่ละคนมีเอกสารอบรมวางอยู่
เสียงในห้องเงียบมาก เงียบจนได้ยินเสียงพลิกกระดาษเป็นระยะ บางคนก้มจดบันทึก บางคนมองภาพบนจอ บางคนนั่งนิ่ง เหมือนกำลังรอให้เวลาช่วงนั้นค่อย ๆ ผ่านไป
ส่วนผม ยังติดอยู่กับคำศัพท์ตั้งแต่บรรทัดแรก ๆ ของเอกสาร ผมเปิดพจนานุกรมเล่มเล็กของ ส.ส.ท. ที่พกติดตัวมาด้วยเสมอ หาคำหนึ่ง แล้วก็เจออีกคำหนึ่งที่ไม่เข้าใจ พอเปิดคำนั้น ก็เจอคันจิอีกตัวที่ไม่เคยเห็น
ในห้องที่คนอื่นอาจกำลังเรียนเรื่องกฎจราจร ผมกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นไปพร้อมกัน
ผมเป็นคนต่างชาติเพียงไม่กี่คนในห้อง หลายคนหันมามองผมเป็นระยะ ไม่ได้มองด้วยความรังเกียจ แต่เหมือนกำลังแปลกใจว่า คนต่างชาติอย่างผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ข้าง ๆ ผม มีนักเรียนมัธยมชายสองคนนั่งอยู่ ช่วงหนึ่ง ทั้งคู่พยายามช่วยอธิบายเนื้อหาให้ผมฟัง แต่ภาษาญี่ปุ่นของพวกเขาเร็วมาก และเต็มไปด้วยคำพูดแบบวัยรุ่น ยิ่งพวกเขาพยายามช่วย หน้าผมก็คงยิ่งดูว่างเปล่า
สุดท้าย ผมได้แต่ยิ้ม แล้วกล่าวคำขอบคุณ นักเรียนทั้งสองคนหัวเราะเบา ๆ เหมือนพวกเขาเข้าใจแล้วว่า ไม่ต้องอธิบายต่อก็ได้ จากนั้น พวกเราทุกคนก็หันกลับไปฟังคุณครูต่อ
คุณครูผู้สอน คงสังเกตเห็นว่าผมเป็นคนต่างชาติ เวลาจะอธิบายอะไร ท่านจึงค่อย ๆ พูด เลือกใช้คำที่ง่ายขึ้น และอธิบายซ้ำอย่างใจเย็น
มีประโยคหนึ่ง ที่ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้
การรับรู้ · การตัดสินใจ · การควบคุม
คุณครูอธิบายว่า ก่อนที่รถจะเคลื่อนที่เพียงเสี้ยววินาที คนขับต้องมองเห็น คิด แล้วจึงลงมือ หากขั้นตอนใดผิดพลาด อุบัติเหตุก็อาจเกิดขึ้นได้
ผมไม่แน่ใจว่า วันนั้น ผมได้เรียนรู้กฎหมายจราจรมากแค่ไหน แต่ผมจำประโยคนั้นได้ แม่นกว่าคำศัพท์หลายคำในหนังสือ
หลังจากนั้น ผมหยิบสมุดขึ้นมา แล้วเริ่มจดคำศัพท์ที่ได้ยินจากห้องอบรม 認知 判断 操作 ผมเขียนคันจิลงไป เขียนเสียงอ่านไว้ข้าง ๆ แล้วเปิดหาความหมายทีละคำ
บางคำเป็นคำเกี่ยวกับกฎหมายจราจร บางคำเป็นคำเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน บางคำ ถ้าเจอในหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นทั่วไป ผมคงยังไม่จำเป็นต้องรู้ในวันนั้น แต่เพราะผมมาอยู่ในห้องนี้แล้ว ผมจึงได้รู้จักมันก่อนเวลา
ผมเปิดหาความหมายของคันจิที่อยู่ในเอกสาร ตั้งใจฟังทุกคำอธิบายของคุณครู เท่าที่ตัวเองจะฟังเข้าใจได้
เมื่อการอบรมจบลง หลายคนเดินออกจากห้องไปพร้อมใบรับรอง ผมเองก็มีใบรับรองเหมือนกัน แต่ในกระเป๋าของผม ยังมีสมุดอีกเล่มหนึ่ง สมุดที่มีคำศัพท์ใหม่ คันจิใหม่ และประโยคหนึ่งที่ผมจำได้จนถึงวันนี้
การรับรู้ · การตัดสินใจ · การควบคุม
พร้อมความผิดพลาดเพียงอย่างเดียว
ผมเดินออกมาพร้อมบทเรียนเล็ก ๆ
จากห้องเรียนที่ไม่มีใครอยากเข้า