จากเด็กส่งหนังสือพิมพ์สู่ผู้บริหาร · ตอนที่ 9
📰 EP.9 ห้องสัมภาษณ์ที่มีทุนให้แค่คนเดียว
เมื่อทั้งห้องต่างหมายตาทุนเดียวกัน แต่กระดาษแผ่นนั้น มีที่ว่างให้เพียงชื่อเดียว
เมื่อทางโรงเรียนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสอบสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้รับทุน และในปีนั้น โรงเรียนสามารถเสนอชื่อนักเรียนได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
นักเรียนที่ผ่านรอบเอกสารมีหลายชาติ ทั้งเกาหลี จีน มองโกเลีย ไต้หวัน ประเทศในอาเซียน และประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ แต่ละคนล้วนเป็นนักเรียนระดับตัวท็อปของโรงเรียน
บางคนเกรดสูงมาก บางคนพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องแคล่วมาก บางคนดูมีความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะนักเรียนจีนหลายคน ที่ดูเหมือนผ่านสนามแข่งขันมาไม่น้อย วิธีคิด วิธีเตรียมตัว และวิธีรับมือกับการคัดเลือก จึงไม่ธรรมดาเลย
👩🎓 โจ ฮุ่ย หลิน
หนึ่งในนั้นคือ โจ ฮุ่ย หลิน นักเรียนหญิงชาวจีนที่เรียนห้องเดียวกับผม เธอเป็นคนที่ดูโดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น ผมยาว และมีออร่าของคนมั่นใจ
เธอไม่ได้อยู่ห้องผมมาตั้งแต่แรก แต่เป็นหนึ่งในนักเรียนเพียงสองคน ที่ได้ข้ามชั้นขึ้นมาอยู่ห้องของผม ซึ่งเป็นห้องที่เรียนเร็วที่สุด และอยู่ในระดับสูงที่สุดของปีนั้น คนที่สามารถข้ามชั้นขึ้นมาได้มีสองคน คือ โจ ฮุ่ย หลิน และไปย์ ทั้งคู่เป็นคนจีน
โจ ฮุ่ย หลิน เป็นคนเรียนเก่ง พูดเก่ง พูดเร็ว แม้สำเนียงภาษาญี่ปุ่นของเธอจะยังติดสำเนียงจีนอยู่บ้าง แต่เธอทำคะแนนสอบได้สูงแทบทุกครั้ง
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้คือ เมื่อไหร่ที่เธอได้ยินผมพูดภาษาญี่ปุ่น เธอมักพยายามปรับสำเนียงของตัวเองให้เข้าใกล้สำเนียงญี่ปุ่นมากขึ้น การพูดให้ใกล้เคียงสำเนียงญี่ปุ่น น่าจะเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งของผมในตอนนั้น มันไม่ใช่จุดแข็งที่วัดเป็นคะแนนได้ง่าย แต่เป็นสิ่งที่คนรอบตัวพอจะรู้สึกได้
👔 วันสัมภาษณ์
ในวันสัมภาษณ์ ผมไม่ได้แต่งตัวพิเศษอะไร เพราะพวกเราแต่งชุดไปรเวทไปเรียนกันตามปกติอยู่แล้ว ผมใส่เสื้อยืดคอกลมธรรมดา มีเสื้อนอกทับ กับกางเกงขายาวธรรมดา และรองเท้าผ้าใบคู่ที่ใช้ลุยขึ้นตึกตอนส่งหนังสือพิมพ์
ถ้ามองจากภายนอก ผมก็คือนักเรียนคนหนึ่ง ที่แต่งตัวเหมือนนักเรียนทั่วไป ไม่ได้ดูเหมือนคนที่กำลังจะไปตัดสินอนาคตอะไรใหญ่โต
วันสำคัญหลายวัน
ไม่ได้บอกเราล่วงหน้าด้วยเสื้อผ้าที่ดูสำคัญเลย
🚪 ห้องรอ
ห้องที่ใช้รอสัมภาษณ์เป็นห้องเรียนธรรมดา มีโต๊ะ มีเก้าอี้ และมีนักเรียนที่ผ่านรอบเอกสารนั่งรอรวมกันอยู่ อาจารย์จะเข้ามาเรียกชื่อทีละคน แล้วให้ไปรอที่หน้าห้องสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์จัดขึ้นในอีกห้องเรียนหนึ่ง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
บรรยากาศในห้องนั้นเงียบกว่าห้องเรียนตามปกติ ไม่มีใครอยากพูดมาก เพราะทุกคนรู้ดีว่าทุนมีเพียงทุนเดียว แต่คนที่นั่งอยู่ในห้อง มีมากกว่าทุนใบนั้นหลายเท่า
คิวสัมภาษณ์ของผมอยู่หลังโจ ฮุ่ย หลิน เมื่ออาจารย์เรียกชื่อผมให้ไปนั่งรอหน้าห้องสัมภาษณ์ ผมมองเห็นเธอกำลังตอบคำถามอยู่ด้านในผ่านกระจกประตูห้องสัมภาษณ์
เธอพูดได้คล่องแคล่ว ยิ้ม และมีปฏิกิริยาที่ดูดีมาก มั่นใจ เป็นธรรมชาติ ดูเหมือนคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไร และรู้ด้วยว่าคนฟังกำลังฟังอยู่
ภาพนั้นทำให้ผมรู้ทันทีว่าการแข่งขันครั้งนี้ไม่ง่ายเลย แต่ผมก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองคิดนานเกินไป เพราะในสถานการณ์แบบนั้น การคิดมากเกินไป ไม่ได้ช่วยให้ตอบคำถามดีขึ้น อย่างมากก็แค่ช่วยให้มือเย็นขึ้นเท่านั้น
🎤 เข้าห้องสัมภาษณ์
เมื่อถึงคิวของผม อาจารย์เรียกชื่อ ผมลุกขึ้น ถือกระดาษ A4 เดินเข้าไปยังห้องสัมภาษณ์ และปฏิบัติตามมารยาทญี่ปุ่นอย่างที่โรงเรียนสอนภาษาฝึกให้มาเป็นอย่างดี
ในห้องนั้นมีกรรมการประมาณ 4-5 คน นั่งเรียงกันอยู่ด้านหน้า ผมนั่งอยู่ตรงกลาง แล้วตอบคำถามทีละข้อ
คำถามส่วนใหญ่เป็นคำถามที่พอคาดเดาได้ ตอนนี้ทำอะไรอยู่ มีรายได้เท่าไหร่ มีรายจ่ายเท่าไหร่ ทำไมถึงต้องการรับทุนนี้ ผมจึงเล่าเรื่องชีวิตประจำวันของตัวเองไปตามจริง เล่าเรื่องงานส่งหนังสือพิมพ์ที่ต้องขึ้นตึกทั้งเช้าและเย็น รวมกันวันละประมาณ 500-700 ชั้น เล่าเรื่องรายได้และรายจ่ายในแต่ละเดือน
กรรมการถามต่อว่า ถ้าได้รับทุนแล้ว ผมจะนำเงินไปใช้อย่างไร ผมตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และนำไปซื้อหนังสือ
🏢 500-700 ชั้นต่อวัน
ตอนผมพูดเรื่องการขึ้นตึกวันละประมาณ 500-700 ชั้น กรรมการท่านหนึ่งมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย ก่อนจะถามผมว่าผมนับจำนวนชั้นในการส่งหนังสือพิมพ์ด้วยหรือ ผมตอบว่าใช่ครับ บางเดือนก็มากขึ้นบ้าง บางเดือนก็น้อยลงบ้าง ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละเดือน
สำหรับคนทั่วไป จำนวนชั้นอาจเป็นตัวเลขแปลก ๆ แต่สำหรับเด็กส่งหนังสือพิมพ์ มันเป็นหน่วยวัดชีวิตประจำวัน ผมนับชั้นตึก ไม่ใช่เพราะอยากทำให้ตัวเลขดูน่าตกใจ แต่เพราะผมต้องรู้ว่าในแต่ละวัน ผมต้องใช้เวลากับงานส่งหนังสือพิมพ์มากแค่ไหน เพื่อจะได้วางแผนให้ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นทันเวลา ไม่สาย และไม่ขาดเรียน
บางคนนับคะแนนสอบ
บางคนนับวันที่เหลือก่อนปิดเทอม
ส่วนผมในตอนนั้น
นับชั้นตึก
ผมไม่ได้ตั้งใจจะดึงดราม่า ไม่ได้อยากทำให้ตัวเองดูน่าสงสาร ทุกเรื่องที่เล่า ผมพยายามอธิบายด้วยเสียงที่ราบเรียบ แต่หนักแน่น เพราะสำหรับผมในวันนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การทำให้ใครสงสาร แต่คือการทำให้คณะกรรมการเห็นว่าผมยังยืนอยู่ได้ ยังเรียนอยู่ได้ ยังทำงานอยู่ได้ และยังมีเป้าหมายชัดเจนว่าหลังจากนี้ ผมจะเดินต่อไปทางไหน
📄 กระดาษ A4 ไม่กี่แผ่น
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผมบอกคณะกรรมการว่าผมมีเอกสารอีกชุดหนึ่งเตรียมมาด้วย เอกสารนั้นคือ proposal งานวิจัย จำนวนประมาณ 4-5 แผ่น ผมพิมพ์เอกสารชุดนั้นในห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน เป็นกระดาษ A4 ธรรมดา เย็บมุมขวา ไม่ได้หรูหราอะไร แต่ผมทำมันขึ้นมาด้วยความตั้งใจ
เอกสารนี้ผมเตรียมไว้เพื่อใช้ประกอบการสมัครเรียนต่อระดับปริญญาโทในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น ผมเขียนทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น พยายามจัดรูปแบบให้เป็นไปตามหลักการของงานวิจัยเท่าที่นักเรียนภาษาคนหนึ่งในเวลานั้นจะทำได้
ผมหยิบเอกสารชุดนั้นขึ้นมา แล้วอธิบายให้คณะกรรมการฟังอย่างกระชับที่สุด ว่าผมสนใจศึกษาเรื่องอะไร ทำไมเรื่องนั้นจึงสำคัญ และผมตั้งใจจะนำ proposal นี้ไปใช้ต่ออย่างไร
กรรมการฟังผมอธิบาย แล้วถามเพียงว่า ผมเขียนเองทั้งหมดเลยหรือ ผมตอบว่าใช่ครับ
คำถามนั้นสั้นมาก แต่สำหรับผม มันเป็นคำถามที่มีน้ำหนัก เพราะกระดาษ A4 ไม่กี่แผ่นตรงนั้น ไม่ได้บอกแค่ว่าผมอยากเรียนต่อ แต่มันบอกว่าผมเริ่มลงมือเตรียมตัวแล้ว แม้จะยังไม่รู้เลยว่าทางข้างหน้าจะรับผมไว้หรือไม่
🚶 เดินออกจากห้อง
เมื่อการสัมภาษณ์จบลง ผมเดินออกจากห้องมาด้วยความรู้สึกสองอย่างปนกัน อย่างแรกคือหวัง อย่างที่สองคือรู้สึกว่า อย่างน้อยวันนี้ ผมสู้ได้เต็มที่แล้ว
โจ ฮุ่ย หลิน เห็นผมถือเอกสารเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ เมื่อผมกลับออกมา เธอจึงถามว่ากระดาษเมื่อกี้คืออะไร ผมบอกเธอไปตามจริงว่าเป็น proposal สำหรับใช้ประกอบการสมัครเรียนต่อปริญญาโท เธอยิ้ม แล้วพูดกับผมอย่างตรงไปตรงมาในแบบของเธอว่า
ผมไม่รู้ว่าเธอพูดเพราะให้กำลังใจ พูดไปตามมารยาทของคนที่เคยเป็นคู่แข่งกัน หรือเพราะเธอเห็นอะไรบางอย่างจากห้องสัมภาษณ์ แต่ประโยคนั้น ทำให้ผมจำวันนั้นได้ชัดขึ้น
📰 เย็นวันนั้น
หลังจากนั้น วันสัมภาษณ์ก็ไม่ได้จบลงด้วยการฉลองอะไร ไม่ได้มีอาหารมื้อพิเศษ ไม่ได้มีเวลานั่งคิดถึงอนาคตอย่างยาวนาน เพราะเย็นวันนั้น ผมยังต้องกลับไปทำงานส่งหนังสือพิมพ์ต่อ
บางทีก็เป็นแบบนี้
ตอนกลางวันมีคนถามว่า คุณอยากเรียนต่อเรื่องอะไร
ตอนเย็น กองหนังสือพิมพ์ถามผมเงียบ ๆ ว่า
เย็นนี้ยังส่งครบทุกฉบับไหวใช่ไหม
คำถามหนึ่ง ต้องตอบด้วยความหวัง
อีกคำถามหนึ่ง ต้องตอบด้วยแรงที่ยังเหลืออยู่
และในวันนั้น
ผมต้องตอบทั้งสองคำถาม
ด้วยร่างกายเดียวกัน
ร่างกายที่เหนื่อยล้า
แต่ยังไม่มีเวลาพอจะยอมแพ้